ค้นหา
บทความการเรียนรู้
ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย
ผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า (55) ของใช้ตกแต่ง (82) เครื่องประดับ (8) อาหาร (22)
ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ หรือท่องเที่ยว
ศิลปะการแสดง (1)
ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาในสาขาต่างๆ
งานวิจิตรศิลป์ (1)

บทความการเรียนรู้ : ทุกหมวด

71 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ ขันตักบาตร (ของใช้ตกแต่ง) ตำบลเกยไชยมีต้นตาลโตนดจำนวนมากหลายหมื่นต้น ถือต้นไม้ประจำท้องถิ่น มีงานเทศกาลกินตาลที่วัดเกยไชยเหนือในช่วงสงกรานต์ทุกปี และมีผลผลิตจากตาลจำหน่ายเสริมรายได้ให้ครอบครัวและชุมชนนอกเหนือจากการทำนา กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าวและเม็ดตาลเป็นการฝึกอาชีพ สร้างรายได้เสริมให้คนในชุมชนอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้ประชาชน และเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้เรียนรู้สร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุที่เหลือใช้ อาทิต้นมะพร้าว ต้นตาลโตนดหรืออื่นๆ 14/09/2561 10:26:45 อ่านต่อ...
72 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ ผ้าสีมายา (ผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า) ชุมชนตำบลหน้าถ้ำ ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชตำบลหน้าถ้ำ ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนยะลา ได้นำศิลปกรรมในพื้นที่ ลงสู่ผืนผ้า วิเคราะห์ พัฒนา ยกระดับ เป็นกลุ่มสีมายา เพื่อผลิตของที่ระลึกของฝากผลิตภัณฑ์ผ้า จากทรัพยากรพืชในท้องถิ่น เช่น ใบบองกอง หูกวาง ขี้เหล็ก สะเดา ขนุน ราชพฤกษ์ และโดยเฉพาะ ดินมายา ดินมายา คือ ดินและหินที่ทับถมกันอยู่ภายในถ้ำ และบริเวณรอบ ๆ ภูเขา ชาวบ้านต่างรู้กันว่านำไปใส่ในนาข้าว หรือชุบหัวกล้า จะเป็นปุ๋ยอย่างดี จึงมีการบอกต่อ ชาวบ้านใกล้เคียงมาขุดนำไปใช้ ส่วนชาวบ้านหน้าถ้ำเองเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพขุดปุ๋ยขี้มายาออกขาย สร้างรายได้เป็นอีกอาชีพหนึ่งของคนที่นี้ที่สร้างรายได้ดี เลี้ยงครอบครัว ปัจจุบันอาชีพขายขี้มายาหมดไปแล้ว เพราะปุ๋ยวิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่ ดินมายามีที่ภูเขากำปั่น ภูเขาวัดถ้ำ ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ความเป็นมายาของดินคือ การที่นำมาใส่ต้นไม้จะเจริญงอกงามดี น่าอัศจรรย์ นี้คือความเป็นมายา ชาวบ้านเลยเรียกว่าดินมายา หรือขี้มายา จากการตั้งข้อสังเกตของชาวบ้าน สมัยเด็ก ๆ เมืองสีของดินติดเสื้อขาว (เสื้อนักเรียน) จะซักไม่ออกสีจะติดแน่น จึงมีความคิดว่า น่าจะนำดินมายามาทำสีย้อม ในการทำผ้ามัดย้อมได้ และได้ทำการทดลองเหมือนกับการที่เราใช้ชิ้นส่วนของพืช ปรากฏว่าสามารถย้อมผ้าสีติดแน่น คุณภาพของสีก็อยู่ในระดับดีจึงนำมาเป็นสีย้อมผ้า เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตำบลหน้าถ้ำ อีกทั้งนำลวดลาย ภาพเขียนฝาผนังถ้ำศิลป์ มาลงบนผืนผ้า สวยงาม แปลกตา สื่อความหมายทางด้านวัฒนธรรม ได้ชัดเจนเป็นที่ยอมรับ 14/09/2561 10:25:53 อ่านต่อ...
73 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ หมวกใบร่มข้าว 10" (ของใช้ตกแต่ง) เมื่อประมาณกว่า 100 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้าน “ปลายพู่” หรือปัจจุบันเรียกว่า “บ้านปากพู่” หมู่ 4 ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา พบต้นไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า“ใบรวบข้าว”หรือ“ใบร่มข้าว” ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ใบหนา ยาว มีความคงทนต่อแดดและฝนได้ดี ชาวนาได้ใช้ใบร่มข้าว ในการทำพิธีรับขวัญข้าวก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อความเป็นสิริมงคลและเชื่อว่าจะมีความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งแก่วงศ์ตระกูล โดยใช้ส่วนของใบร่มข้าวหลายใบรวบข้าวหลัง เก็บเกี่ยว ต่อมาชาวจีนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ มาตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพทำเหมืองแร่ดีบุกกันเป็นจำนวนมากในพื้นที่ จึงได้ถ่ายทอดวิธีการทำหมวกรูปทรงหมวกจีนให้ภรรยา เพื่อให้คนงานเหมืองแร่ได้ใช้กันฝนและที่เหลือก็จำหน่ายให้แก่ชาวบ้านไว้ใช้กันแดดกัน ฝนในการประกอบอาชีพทำไร่นา ต่อมาชาวบ้านปากพู่ เลิกอาชีพทำนาเพราะได้ค้นพบทรัพยากรที่ล้ำค่ามหาศาลในพื้นที่ คือ แร่ดีบุก จึงหันเหวิถีชีวิตไปประกอบอาชีพทำเหมืองแร่แทนชาวจีนที่อพยพมาทำมาหากินและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อำเภอกะปง เห็นคุณสมบัติของใบร่มข้าวที่มีความทนทานต่อน้ำฝนเป็นปี ๆ จึงได้คิดประดิษฐ์หมวกจีนโดยใช้ใบร่มข้าวสานเข้ากับไม้ไผ่ และเรียกหมวกนี้ว่า “หมวกใบร่มข้าว” ซึ่งมีผู้สืบทอดรุ่นแรก คือ นางวิ้น อ๋องพู่ นางเอ๋า นางนุ้ยและ นางแจ๋ม ต่อมาลูกหลานของบุคคลเหล่านี้ได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านปากพู่ หมู่ 3 ตำบลท่านา อำเภอกะปง จึงได้ถ่ายทอดการทำหมวกใบร่มข้าวให้เป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวแก่ นางจีน ตีเพ่ง นางปีด ทิพย์รงค์ นางกุ่ย แซ่ตัน นางยุพา บางพิเชษฐ์ นางหั้ง อ๋องพู่ นางสมจิตร บางพิเชษฐ์ นางยุพดี สร้อยสิงห์นางต่วน ทิพย์รงค์ นางอุบล ทิพย์รงค์และได้สืบทอดแก่รุ่นลูกหลานจนถึงปัจจุบันจนกลายเป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ตามวิถี ปัจจุบันชุมชนบ้านปากพู่และหมู่บ้านใกล้เคียง ได้ถ่ายทอดการเรียนรู้วิธีการทำหมวกใบร่มข้าว โดยมีภูมิปัญญาชาวบ้าน คือ นางต่วน ทิพย์รงค์ และนางสาวอุบล ทิพย์รงค์ เป็นผู้ฝึกอบรมให้แก่กลุ่มแม่บ้านหลายหมู่บ้าน กลุ่มนักเรียน และผู้ที่สนใจอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง เพื่อได้อนุรักษ์ สืบทอดมรดกภูมิปัญญาให้คงอยู่สืบไป และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัว 14/09/2561 10:17:06 อ่านต่อ...
74 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ ร้อยลูกปัดชุดโนรา (เครื่องประดับ) โนรา หรือ มโนห์รา เป็นการละเล่นพื้นเมืองที่สืบทอดกันมานานและนิยมกันอย่างแพร่หลาย ในภาคใต้ เป็นการละเล่นที่มีทั้งการร้อง การรำ บางส่วนเล่นเป็นเรื่อง และบางโอกาสมีบางส่วน แสดงตามคติความเชื่อที่เป็นพิธีกรรม โนรา เป็นศิลปะพื้นเมืองภาคใต้เรียกว่า โนรา แต่ คำว่า มโนราห์ หรือ มโนห์รา นั้น เป็นคำที่เกิดขึ้นมาเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยการนำเอา เรื่อง พระสุธน - มโนราห์ มาแสดงเป็นละครชาตรี จึงมีคำเรียกว่า มโนราห์ ส่วนกำเนิดของโนรานั้น สันนิษฐานกันว่าได้รับอิทธิพลจากการ ร่ายรำของอินเดียโบราณก่อนสมัยศรีวิชัย ที่มาจากพ่อค้าชาวอินเดีย สังเกตได้จากเครื่องดนตรีที่ เรียกว่า เบ็ญจสังคีตซึ่งประกอบ โหม่ง ฉิ่ง ทับ กลอง ปี่ ในซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโนรา และท่ารำของโนรา อีกหลายท่าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับการร่ายรำของทางอินเดีย และเริ่มมีโนราเป็นกิจจะลักษณะขึ้น เมื่อประมาณปี พุทธศักราชที่ 1820 ซึ่งตรงกับสมัยสุโขทัยตอนต้น เชื่อกันว่าโนราเกิดขึ้นครั้งแรกที่ หัวเมืองพัทลุง ปัจจุบัน คือ ตำบล บางแก้ว (ปัจจุบันเป็นอำเภอบางแก้ว) จังหวัดพัทลุง แล้วแพร่ขยายไปยังหัวเมืองอื่นๆของภาคใต้ จนไปถึง ภาคกลาง และกลายเป็นละครชาตรี และจังหวะตะลุงที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดนี้ โนรา เกิดขึ้นในราชสำนักของพัทลุงซึ่งมีตำนานเล่ากันมาว่า เจ้าเมืองพัทลุง มีชื่อว่า พระยาสายฟ้าฟาด มีลูกสาวที่ชื่อ ศรีมาลา ซึ่งมีความสามารถในการร่ายรำมาก ได้เกิดตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน เชื่อกันว่า เป็นท้องกับเทวดา พระยาสายฟ้าฟาดเห็นดังนั้นก็โกรธมาก สั่งให้นำนางศรีมาลาไป ลอยแพในทะเล คือ ทะเลสาปสงขลา และ แพได้ ไปติดที่เกาะใหญ่ นางศรีมาลาก็ได้ให้กำเนิดลูกชาย โดยตั้งชื่อว่า เทพสิงหล ซึ่งมีนัยความว่า ลูกของเทวดา นางศรีมาลา ได้ฝึกให้เทพสิงหลฝึกร่ายรำ ซึ่งเทพสิงหล ก็สามารถร่ายรำได้สวยงามมาก และร่ายรำ มีชื่อเสียงมากที่เกาะใหญ่ จนรู้ไปถึงหูพระยาสายฟ้าฟาด ซึ่งพระยาสายฟ้า ฟาดก็ยังไม่รู้ว่าหลานตัวเอง ก็ได้เชิญไปรำ ในราชสำนัก ฝ่ายนางศรีมาลานั้น ก็น้อยเนื้อต่ำใจเมื่อครั้งที่ถูกลอยแพ ก็บอกกับคนที่มาติดต่อว่า โนราคณะ นี้จะไปรำได้ แต่ต้องปูผ้าขาวตั้ง แต่ริมฝั่งที่ลงจากเรือจนไปถึงตำหนัก พระยาสายฟ้าฟาดก็ตอบตกลง ดังนั้น เทพสิงหลจึงไปรำในราชสำนัก เทพสิงหลรำ ได้สวยงามมาก จนพระยาสายฟ้าฟาดก็ ตกตะลึงในความสวยงาม จึงถอดเครื่องทรงที่ ทรงอยู่ให้กับเทพสิงหล แล้วบอกว่า "เครื่อง แต่งกายกษัตริย์ชุดนี้มอบให้เป็นเครื่องแต่งกาย ของโนรานับแต่นี้เป็นต้นไป" เทพสิงหลจึง บอกว่าแท้จริงแล้วเป็นหลานของพระยาสาย ฟ้าฟาด พระยาสายฟ้าฟาดจึงรับโนราไว้ ในราชสำนักและให้สิทธิแต่งกายเหมือนกษัตริย์ทุกประการ เครื่องแต่งกายมโนราห์ ได้วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ประกอบกับได้มีคณะมโนราห์เพิ่มมากขึ้น จึงประกวดประชันกันในทุก ๆ ด้าน ทั้งความสามารถในการรำ ที่สำคัญประการหนึ่ง คือการแต่งกายต้องสวยงามนอกจากจะสอนรำแล้ว ยังสอนตีเครื่อง และสอนร้อยลูกปัดทำเครื่องลูกโนราห์ไว้สำหรับสวมรำเอง โดยไม่ต้องไปซื้อ ไปเช่า หรือไปจ้างที่อื่นทำ ดังนั้นเด็กๆที่มาเรียนรำโนราห์จะร้อยลูกปัดทำเครื่องลูกปัดโนราห์สวมรำเองทุกคน  14/09/2561 09:53:23 อ่านต่อ...
75 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ กระเป๋าถือ จักสานย่านต่อไห่ (ของใช้ตกแต่ง) ในพื้นที่หมู่บ้านควน อำเภอปะนาเระ มีเชือกตอไห่อยู่ในป่ามากมาย ซึ่งมี ลักษณะคล้ายกับเชือกหวาย ผู้ประกอบการเคยเห็นคนในสมัยก่อนนำ เชือกต่อไห่มาทำเป็นเชือกผูกสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย เป็นเชือกที่มีความ เหนียว ทน ทาน เชือกชนิดนี้มากมายในท้องถิ่น จึงคิดหาวิธีที่จะนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ ได้มีการลองถูกลองผิดพร้อม ๆ กับศึกษาจากภูมิปัญญา นำเชือกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ตะกร้าใส่ของไปตลาด ตะกร้าใส่ ผลไม้ กระเช้าใส่สิ่งของ และได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาเรื่อย ๆ และมี ความตั้งใจที่จะเรียนรู้มาตลอด 14/09/2561 09:43:49 อ่านต่อ...
76 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ กุหลาบมหัศจรรย์ (ของใช้ตกแต่ง) เนื่องจากอำเภอพบพระ เป็นแหล่งของไร่กุหลาบ เกษตรกรหันมาปลูกต้นกุหลาบและได้ส่งไปขายทั่วไปประเทศ และได้มีการรวมกลุ่มอาชีพกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ในการสอนและอบรมวิธีทำกุหลาบสดอบ และใช้ชื่อว่า กุหลาบมหัศจรรย์ ต่อมาได้มีการพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นสินค้า c pot ของอำเภอพบพระ 14/09/2561 01:48:55 อ่านต่อ...
77 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ ปลาเค็ม (อาหาร) ชุมชนบ้านเกาะกลาง มีอาชีพทำการประมงสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยใช้โป๊ะ คือ เครื่องมือประมงที่ตั้งอยู่ปากแม่น้ำ หรือในทะเลบริเวณที่มีกระแสน้ำขึ้นน้ำลง เป็นเครื่องมือเช่นเดียวกับลอบและโพงพาง แต่ไม่สามารถยกขึ้น-ลงได้ ในช่วงน้ำลงเต็มที่ชาวประมงจะจับสัตว์น้ำที่มาติดในโป๊ะ สัตว์น้ำที่ติดในโป๊ะ ได้แก่ ปลาจาระเม็ด ปลาหมึกกล้วย ปลามง ปลาสาก ปลาทราย ปลาแป้น ปูม้า กุ้งแชบ๊วย ฯลฯ 13/09/2561 23:47:44 อ่านต่อ...
78 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ กระบุงหว่านทาน (ของใช้ตกแต่ง) เครื่องจักสานเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มนุษย์คิดวิธีการต่างๆ ขึ้นเพื่อใช้สร้างเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันด้วยวิธีการสอดขัดและสานกันของวัสดุ ที่เป็นเส้นเป็นริ้ว โดยสร้างรูปทรงของสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นนั้นตามความประสงค์ในการใช้สอยตามสภาพภูมิศาสตร์ ประสานกับขนบธรรมเนียมประเพณีความเชื่อศาสนาและวัสดุในท้องถิ่นนั้นๆ การดำรงชีวิตในชนบทจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน ที่สามารถผลิตได้เองมาช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย โดยเฉพาะผู้มีอาชีพเกษตรกรรม และเป็นการเรียนรู้กันในครอบครัว ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น 14/09/2561 01:38:19 อ่านต่อ...
79 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์บุดุนเครื่องเงิน (เครื่องเงินถนนวัวลาย) (ของใช้ตกแต่ง) ชุมชนวัดศรีสุพรรณเป็นชุมชนเก่าแก่ ดังปรากฏข้อความจากศิลาจารึกหินทรายแดงที่บันทึกประวัติวัดศรีสุพรรณด้วยอักษรฝักขามว่า วัดศรีสุพรรณ สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้วหรือพญาแก้วกษัตริย์ราชวงศ์ มังราย (พ.ศ.2038 – 2068) ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนาที่สืบต่อมาจากสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984 – 2030) และพญายอดเชียงราย (พ.ศ. 2030 – 2038) โดยได้มีการยกที่นาแปลงใหญ่และผู้คนจำนวน 20 ครัวเรือนให้กับวัดศรีสุพรรณ จึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนวัดศรีสุพรรณตั้งแต่นั้นมา บรรพบุรุษของชาวชุมชนวัดศรีสุพรรณเดิมตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องเงินอยู่ใน แขวงเมืองปั่น แถบลุ่มแม่น้ำสาละวิน มีชื่อเรียกว่าบ้านงัวลาย (งัว เป็นภาษาถิ่น แปลว่า วัว) หลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และตำนานราชวงศ์ปกรณ์เชียงใหม่ กล่าวว่า ในสมัยของพระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้นได้รวบรวมผู้คนจากหัวเมืองต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่อาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เพื่อช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองหลังการปลดแอกจากการยึดครองของพม่า เรียกว่า ยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” โดยพระเจ้ากาวิละได้ให้เจ้าสุวัณณะคำมูลผู้เป็นหลานชายคุมกำลังพลจำนวน 300 นาย ไปตีเมืองปุ ซึ่งมีเจ้าฟ้าคำเครื่องเป็นเจ้าเมืองอยู่ แล้วจึงกวาดต้อนผู้คนกลับมาเชียงใหม่ จากนั้นยังตีเอาบ้านสะต๋อย สอยไร่ ท่าช้าง บ้านนา บ้านทุ่งอ้อ และบ้านงัวลาย และกวาดต้อนผู้คนกลับมาเช่นกัน จากการกวาดต้อนทั้งสองครั้งดังกล่าว พระเจ้ากาวิละได้ให้ครอบครัวที่มาจากบ้านงัวลายให้มาตั้งบ้านเรือนในบริเวณวัดหมื่นสารและวัดศรีสุพรรณแล้วเรียกชื่อว่า “บ้านงัวลาย” ตามชื่อเรียกหมู่บ้านเดิม ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อตามภาษาไทยกลางว่า “วัวลาย” ปัจจุบันประชาชนที่อาศัยอยู่บนถนนวัวลาย ยังคงอนุรักษ์ สืบทอดงานฝีมือช่างการบุดุนเครื่องเงินแบบดั้งเดิม และมีการพัฒนาต่อยอดตามความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันวัดศรีสุพรรณ /ชุมชนวัดศรีสุพรรณ ได้รวบรวมช่างฝีมือการดุนลาย โดยเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้งานฝีมือช่าง บุดุนลาย ซึ่งจะมีการสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน ให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้เกิดกับประชาชนในชุมชน 14/09/2561 01:28:42 อ่านต่อ...
80 เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ ผ้าทอล้านนาลายเชียงแสน (ผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า) ผ้าทอล้านนาลายเชียงแสน เกิดขึ้นโดยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองเชียงแสน (วัดพระธาตุผาเงา) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มแม่บ้านบ้านสบคำ เมื่อปี พ.ศ.2529 จัดตั้ง กลุ่มทอผ้าด้วยกี่กระตุกโดยการสนับสนุนฝึกอบรมการทอผ้าจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย จนกระทั่งปี พ.ศ.2539 พระครูไพศาลพัฒนาภิรัต (พระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะอำเภอเชียงแสนปัจจุบัน) ได้ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน ทำให้ทราบว่าอดีตมีการทอผ้าลวดลายเชียงแสนมาแต่ดั้งเดิม แต่ปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว ท่านจึงได้ก่อสร้าง “พิพิธภัณฑ์ผ้าทอล้านนาเชียงแสน” ขึ้นในบริเวณวัดพระธาตุผาเงาเพื่อรวบรวมผ้าทอเชียงแสนและถิ่นใกล้เคียง จึงได้สืบแหล่งทอผ้าเชียงแสนพบว่ามีการทออยู่ที่จังหวัดราชบุรี ท่านจึงได้นำสมาชิกกลุ่มผ้าทอ เพื่อไปศึกษาลายผ้าและนำมาเป็นตัวอย่าง และมีการไปฝึกทอผ้าที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จึงทำให้เกิด “ผ้าทอล้านนาลายเชียงแสน” ขึ้น 14/09/2561 01:18:02 อ่านต่อ...