ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย > ผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า
หางหงส์ธงตะขาบ

หางหงส์ธงตะขาบ-0
หางหงส์ธงตะขาบ-1

หางหงส์ธงตะขาบ

 
0 เต็ม 5
 
( ยังไม่มีความเห็น )

อัตลักษณ์ของชุมชนชาวมอญที่เมื่อเห็นแล้วจะทราบทันทีว่าเป็นชุมชนชาวมอญ
 ค่าจัดส่งต่อชิ้น
ติดต่อค่าจัดส่งกับทางร้าน :   0 บาท

ราคา 1,200 บาท

จำนวน  
 (มีสินค้า 30 รายการ)
โดย
กลุ่มแม่บ้านชุมชนวัดบ่อทอง
สินค้า
1 รายการ
จังหวัด
ปทุมธานี

0867733855
ชุมชนวัดบ่อทองเป็นชุมชนชาวมอญมีวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการทำธงตะขาบ ซึ่งชาวมอญมีความเชื่อ ดังนี้
ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงอาศัยอยู่ในเมืองสาวัตถีเสด็จประทับอยู่ใน พระวิหารเชตวัน ในกาลครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้ยินดีในสัมมาจาคะสละเทวัตถุสร้างเสาและธงบูชาพระพุทธเจ้า “อานิสงส์ชนิดไหนจักมีแก่เขาในอนาคตกาลเล่า” พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถามพระเจ้าปเสทิโกศลว่า ดูกรมหาบพิตร เหตุไรมหาบพิตรจึงตรัสเช่นนั้นเล่า เพราะว่าอุบาสกอุบาสิกาคนใดคนหนึ่งก็ตาม หากได้ตั้งเจตนาสร้างเสาและธง ผลานิสงส์ก็จะมีแก่เขาอย่างมหาศาล พระพุทธองค์ได้ตรัสต่ออีกว่า ดูกรมหาบพิตร ในชมพูทวีปนี้พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้ทรงปรินิพพานผ่านมาแล้วประมาณ 100 ปีเศษและมีกษัตริย์องค์หนึ่งทรงปกครองเมืองชื่อ กาลวดี ในกาลครั้งนั้น มีชายยากจนคนหนึ่ง ชื่อกตุมพิกะ ภรรยาของเขา ชื่อ ภาวดี ครองชีวิตอยู่ด้วยกัน วันหนึ่งเขาได้เข้าไปยังป่าแห่งหนึ่งได้พบต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งมีลำต้นตรงดีมากเขาคิดว่า “ต้นไม้นี้ถ้าเอามาทำเสาธงจะเยี่ยมมาก” จึงได้ทำเครื่องหมายสังเกตไว้ที่ต้นไม้นั้น แล้วกลับไปยังบ้านของตน ภายหลัง วันหนึ่งเขาได้เทียมเกวียนด้วยวัวแล้วเข้าไปยังป่าตัดต้นไม้ที่ตนทำเครื่องหมายไว้นั้น ตัดแล้วแบกขึ้นเกวียนนำกลับมาไปเก็บไว้ภายในหมู่บ้านเขาได้ถากไม้สำหรับทำเสานั้นยังไม่ทันเรียบร้อยดีโรคชนิดหนึ่งของเขาเกิดกำเริบขึ้นในเวลาประมาณเที่ยงคืนเขาได้ถึงแก่ความตาย ด้วยเหตุที่เขามีศรัทธาเลื่อมใสในกุศลธรรมจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สถิตอยู่ในประสาททองสูงประมาณ 12 โยชน์ มีนางอัปสรรค์ประมาณ 1,000 หนึ่งเป็นบริวารห้อมล้อมฯต่อมามีชายหนุ่มอื่นอีกคนหนึ่งได้พบไม้ที่ชายคนแรกถากไว้นั้นคิดว่า “ไม้สำหรับทำเสาธงนี้ยังถากไม่เรียบร้อยดี เราจะถากให้เรียบร้อยเอง” จึงได้ทำการถางเสาต้นนั้นจนเสร็จ แล้วเขาก็ได้ถึงแก่กรรม พอละขันธ์แล้วก็ไปบังเกิดในปรโลกบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สถิตอยู่ปราสาททองสูง 12 โยชน์ มีนางอัปสรรค์พันหนึ่งเป็นบริวารห้อมล้อมเช่นกัน ส่วนผู้คนทั้งหลายที่ช่วยเขาถากต้นไม้นั้นก็ได้ไปเกิดในสวรรคเช่นเดียวกัน ต่อมามีชายหนุ่มอื่นอีกคนหนึ่ง ได้เห็นเสาต้นนั้นเข้า ซึ่งได้ถาก ไส และขัด เรียบร้อยแล้ว เกิดความศรัทธาจึงได้ซื้อทองมาปิดที่เสาธงนั้น เสร็จแล้วก็ได้ยกเสาธงตั้งขึ้น รัศมีของเสาธงซึ่งเกิดจากทองเหมือนกับดุ้นฟืนที่ติดไฟแดง ๆ ประดับอยู่ที่เสาธงนั้น พ่อค้าประมาณ 500 คน มาพบเสาธงนั้นก็ได้ช่วยทำส่วนประกอบของธง บางคนก็ทำเกล็ดธงสำหรับ ประดับธง บางคนก็ทำกรอบโครงธงที่ไขว่ไปมาเป็นตาหมากรุก บางคนก็ทำไม้ขั้นสำหรับติดเกล็ดธง บางคนก็เย็บบางคนก็ผูกเชือก ทุกคนพร้อมใจทำด้วยความเต็มใจ เสร็จแล้วก็ได้ฉลองความสำเร็จของเสาธงอย่างยิ่งใหญ่ พ่อค้าทั้ง 500 คนนั้นได้ประกอบอาชีพค้าขายตลอดชีวิต และถึงแก่กรรมในที่สุด ทำลายอัตตภาพแล้วไปเกิดในสวรรค์ มีนางอัปสรสวรรค์หมื่นหนึ่งเป็นบริวาร สถิตอยู่ในปราสาททองสูง 30 โยชน์เกิดเป็นพี่น้องกัน ได้เสวยทิพยสมบัติอย่างรื่นรมย์ยิ่งนัก ต่อมาก็เคลื่อนจากสวรรค์ดาวดึงส์มาบังเกิดในเมืองพาราณสีเป็นพี่น้องกันอีก ทุกคนได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองเมืองพาราณสีในแต่ละ หัวเมือง มีนางสนมห้าหมื่นคนเป็นบริวารรื่นรมย์อยู่ในปราสาทพร้อมทั้งเสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมและนางฟ้อนทั้งหลาย ทุกพระองค์ต่างก็มียานพาหนะช้าง ม้า ประมาณ 84,000 ตัว สระบ่อน้ำและอุทยาน 80,000 ที่ ได้เสวยสมบัติในเมืองพาราณสีนั้น รุ่งเรืองไปทรัพย์สิ่งของ แก้ว แหวน เงิน ทอง อย่างสุขกายสบายใจแล้วก็ตายไปเกิดในเมืองสวรรค์ เคลื่อนจากสวรรค์ก็มาเกิดเสวยสุขสมบัติในเมืองมนุษย์ จากเมืองมนุษย์ก็กลับไปยังเมืองสวรรค์อีก ท่องเทียวไปมาระหว่างเมืองมนุษย์กับเมืองสวรรค์ จนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ พวกเขาได้สร้างเสาธงถวาย ครั้นเคลื่อนจากสวรรค์ได้ไปเกิดในตระกูลเศรษฐีเป็นพี่น้องกันอีก เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เหล่ามหาชนต่างก็พากันสมาทานศีล 5 ศีลอุโบสถ บำเพ็ญกุศลธรรมกัน และด้วยความระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และสงฆเจ้า พวกเขาต่างก็แต่งตัวประดับองค์ ถือดอกไม้ ธูปเทียน แล้วพากันไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า กล่าวถึงเหล่าเศรษฐีพี่น้อง เห็นมหาชนพากันเดินไปจึงถามว่า “พวกท่านจะไปไหนกัน” เหล่ามหาชนจึงตอบว่า “พวกเราจะไปฟังธรรม” เศรษฐีพีน้องเหล่านั้นได้ยินเช่นนั้นก็เกิดปีติปลาบปลื้มใจ จึงพูดว่า หากเป็นเช่นนั้น พวกเราก็จะไปฟังธรรมเหมือนกัน จึงได้พากันไปยังที่ประทับของพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ในพระ วิหารเชตวัน ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ซึ่งได้แสดงอานิสงส์ของการถวายธงว่า “ดูกรอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ว่าจะเป็น คนทุกข์ยากก็ตาม คนเข็ญใจก็ตาม พระราชาก็ตาม พระมเหสีก็ตาม พระสงฆ์ก็ตาม บัณฑิตก็ตาม คนพาลก็ตาม หากได้สร้างเสาธงถวายพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้นั้นก็จะไม่ต้องไปอบายภูมิ 4 จะได้ไปเกิดในเมืองใหญ่ 14 เมือง ได้รับความสุขสบาย และจะเกิดในสองตระกูลคือ ตระกูลกษัตริย์กับตระกูลพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีทรัพย์สมบัติมาก จะไม่ไปเกิดยังตระกูลที่เลวอย่างแน่นอน” ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ ตรัสพระคาถา ใจความของพระคาถานั้นดังนี้ อุบาสกอุบาสิกาที่ได้ตั้งเจตนาสร้างเสาธงถวายพระพุทธเจ้า จะได้รับอานิสงส์ดังนี้คือเป็นผู้มีกำลังแข็งแรง มีเดชมากมียสสมบัติ มีทรัพย์สมบัติ มีช้างม้าวัวควาย มีข้าทาสชายหญิง เงินทอง ข้าวเปลือก ข้าวสาร จตุรงคเสนา 4 เหล่าคือ พลช้างพลม้า พลรถ และพลเดินเท้าได้เป็นเทวดาเหนือ กว่าเทวดา หากเป็นพระราชาก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ได้ครอบครองเกาะใหญ่ทั้ง 4 และเกาะ น้อยพันเกาะ มีเมืองขึ้นนับเป็นอสังไขย” อนึ่งอานิสงส์ที่จะเกิดแก่ผู้ถวายเสาธงดังนี้
ถ้าธงสะบัดไปทางทิศตะวันออก ผู้นั้นจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์
สะบัดไปในระหว่าง ๆ นั้น ๆ ผู้นั้นจะมีบริวารมาก
สะบัดไปทางทิศอาคเนย์ ผู้นั้นจะได้เป็นมหาเศรษฐี
สะบัดไปทางทิศใต้ผู้นั้นจะได้เป็นท้าวจาตุมมหาราช
สะบัดไปทางทิศหรดี ผู้นั้นจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในประเทศราช
สะบัดไปทางทิศตะวันตกผู้นั้นจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
สะบัดไปทางทิศพายัพ ผู้นั้นจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก
สะบัดไปทางทิศเหนือ ผู้นั้นจะได้เป็นมหาพรหม
สะบัดไปทางทิศอิสาน ผู้นั้นจะได้เป็นพระอินทร์
สะบัดไปทางทิศเบื้องล่าง ผู้นั้นจะได้เป็นพระยานาคราช
สะบัดไปทางทิศเบื้องบนในอากาศผู้นั้นจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
และในศาสนาของพระอริยเมตไตรผู้เป็นจอมโลกทั้ง 3 โน้น หากผู้นั้นได้ทันเห็นพระองค์แล้วตั้ง ความปรารถนาว่าขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกก็จะสมความปรารถนา ทุกประการ ในที่สุดแห่งการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า มหาชนที่ได้ฟังธรรมของพระองค์ก็ได้บรรลุพระโสดาบัน และมรรค 8 เป็นพระอนาคามี และพระอรหันต์ สิ้นทุกคน..... (ตำนานเสาธง (ชัย) มอญ พระมหาจรูญ ญาณจารี แปลเรียบเรียงจากใบลานมอญ)
อัตลักษณ์ของชุมชนชาวมอญที่เมื่อเห็นแล้วจะทราบทันทีว่าเป็นชุมชนชาวมอญ
1. ผ้าสำหรับทำตัวหางหงส์ วัดขนาดให้มีความกว้าง 70 เซนติเมตรโดยเผื่อพื้นที่ไว้ทั้งสองด้านด้านละ 5 เซนติเมตรรวมความกว้าง 80 เซนติเมตร และให้มีความยาว 180 เซนติเมตรโดยเผื่อผ้าทั้งสองด้านด้านละ 5 เซนติเมตรรวมความยาว 190 เซนติเมตรจากนั้นตัดผ้าตามขนาดที่ได้วัดไว้
2. พับผ้าด้านละ 5 เซนติเมตรตามที่วัดไว้ให้เป็นช่องสำหรับสอดเชือกตรึงด้วยเข็มหมุดให้ผ้าไม่เลื่อนจากนั้นเนาผ้าบริเวณที่จับช่องไว้ให้ผ้าไม่เลื่อนแล้วเย็บผ้าด้วยการด้นถอยหลังเย็บเสร็จแล้วดึงด้ายที่เนาไว้ออก
3. พับผ้าที่ด้านหัว-ท้ายให้เป็นช่องสำหรับสอดไม้ไผ่ที่เหลาเตรียมไว้เศษผ้าที่เหลือนำมาตัดผ้าเป็นกระดูก ขนาดกว้าง 6 เซนติเมตร ยาว 72 เซนติเมตร จำนวน 6 ชิ้นประกบชายผ้า 2 ด้าน ให้มีช่องสำหรับสอดไม้ตรึงผ้าด้วยเข็มหมุดนำผ้าตามชายมาทาบตามขนาดความยาวของกระดูกตัดให้ได้ขนาด เย็บด้นถอยหลังหรือสอยซ่อนด้ายได้ผ้าตามชายและกระดูกติดกัน
4. นำกระดูกทั้ง 6 ชิ้นที่ติดผ้าตามชายแล้วมาเย็บติดกับตัวหางหงส์ตามแนวนอนเว้นระยะช่องห่างให้เท่ากันเมื่อเย็บแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนการทำหัวและหางต่อไป
5. นำผ้าพื้นมาตัดเป็นเส้นยาวกะขนาดความกว้างประมาณ 1.50 นิ้ว พัน เฉลียงรอบห่วงเหล็กสำหรับเกี่ยวส่วนหัวและหางหงส์จากนั้นนำผ้าลูกไม้ที่ใช้ขึงส่วนหัวและหางหงส์ตัดเป็นเส้นยาว พันทบกันติดให้เป็นชายระบายนำมาพันรอบห่วงเหล็กอีกขั้นหนึ่ง ทำเช่นเดียวกันกับโครงส่วนหัวและหาง
6. นำผ้าลูกไม้สำหรับการทำหัวและหางหงส์ออกมาวัดขนาดยาว 70 เซนติเมตรกว้าง 47 เซนติเมตรเผื่อเนื้อผ้าให้เลยขอบเหล็กประมาณ 5 เซนติเมตรใช้เข็มหมุดดึงผ้าไว้จากนั้นนำผ้าลูกไม้ที่ตัดได้ขนาดมาเย็บด้านโค้งให้ผ้าติดกันด้วยวิธีสอยเข้าถ้ำ 2 ครั้ง คือ เย็บด้านนอก จากนั้นกลับผ้าเย็บด้านใน
7.เมื่อเย็บผ้าติดกันแล้วนำมาคลอบใส่โครงเหล็กส่วนหัวและหาง จะมีชายผ้าเหลือเลยออกมาที่ด้านข้างล่าง เย็บเก็บชายผ้ากับโครงเหล็กให้เรียบร้อย
8.ทำธงรูปสามเหลี่ยมประดับด้านข้างตัวหางหงส์ใช้กันไกลซิกแซ็กตัดจะได้รูปแบบที่สวยงาม นำธงที่ตัดแล้วติดเข้ากับไม้ไผ่หรือกระดูกที่เหลาไว้ ไม่ไผ่ยาวประมาณ 100 เซนติเมตร เย็บธงติดกับไม้ไผ่ให้ปลายสามเหลี่ยมชี้เข้าหาตัวหางหงส์ใช้ผ้าลูกไม้ทำให้เป็นพู่พันปลายไม้ จากนั้นนำไม้สอดเข้ากับตัวหางหงส์ก่อนให้เป็นกระดูก ความยาวปลายไม้ทั้งสองด้านจะยาวกว่าตัวหงส์ประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วจึงติดธงและทำพู่ที่ปลายไม้อีกด้าน
9. นำผ้าพื้นหลายๆสีมาตัดเป็นเส้นขนาดกว้างประมาณ 2 นิ้วซ้อนทบกันสำหรับผูกเป็นพู่ที่ห่วงเหล็กห้อยที่ส่วนปลายสุดของตัวหางหงส์
10. เมื่อติดธงในส่วนกระดูกลำตัวหางหงส์แล้ว นำส่วนหางหงส์ที่แยกออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนลำตัว และส่วนหางเย็บติดกัน
11. ใช้กรรไกรซิกแซ็กตัดผ้าเป็นช่องๆ ที่ลำตัวหางหงส์ ประดับลูกปัดแล้วดอกไม้ เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากผ้ารักปีมือแรงงานของชาวบ้านในชุมชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยรูปแบบของผลิตภัณฑ์จะมีลักษณะคงเอกลักษณ์ของชาวมอนไว้ในขนาดเดียวกันก็มีการปรับเปลี่ยนในบางส่วนให้ตอบสนองกับความต้องการของ ผู้บริโภคเช่นเปลี่ยนส่วนหางให้เป็นรูปหางปลาซึ่งเป็นเครื่องรางนำโชค ในการปรับขนาดให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคเป็นต้น ซึ่ง นอกเหนือจากห้าห่วงธงตะขาบแล้วยังมีอันธพาลอื่นๆอีกเช่นสบายมอนการทำดอกไม้จากผ การทำองค์พร การทำดอกไม้จันทน์ การทำพวงหรีด การทำเครื่องจักสาน เป็นต้น
1.ใช้ประดับตกแต่งอาคารสถานที่
2.ใช้เป็นเครื่องรางนำโชค
3.ใช้เป็นของที่ระลึกของฝาก

คะแนนและรีวิวสินค้าของ หางหงส์ธงตะขาบ